ปีนี้เป็นปีที่ชาวนายิ้มออกจริงๆ เพราะขายข้าวได้ราคาดีถึงของอย่างอื่นอาจจะแพง
แต่ถ้าขายข้าวได้ราคา  ชาวนาก็พลอยยิ้มออก ถ้าของแพง แต่ขายข้าวไม่ได้ราคาด้วยก็เสร็จกัน

บ้านผมเป็นบ้านนอกนะ ครอบครัวก็เคยเป็นชาวนามาก่อน แต่พอมาทำมาค้าขาย
ก็เลิกทำนากันไปนานนนน มากแล้วหล่ะ เพราะไม่ค่อยมีเวลา

ครั้งสุดท้ายที่จำได้ว่าเห็นแม่ไปนา ก็ซักประมาณตอนผมอยู่ประถมละมั้ง (นานมากๆๆๆๆๆ)
ถึงจะเป็นลูกชาวนา แต่ก็เข้าไปเรียนในตัวเมืองตั้งแต่เด็ก
ทำให้ไม่เคยทำนาซักกะที มีความรู้เกี่ยวกับนาน้อยมากกก  เคยลงนาแค่ครั้งเดียวเองมั้งในชีวิต (เสียชาติเกิดจิง)
ตัวผมเองอ่ะจำไม่ค่อยได้หรอก แม่เล่าให้ฟังอีกที ..

สมัยผมเรียนจบใหม่ๆ ผมไม่มีความคิดอยากกลับมาอยู่บ้านเลย เพราะรู้สึกว่ามันน่าเบื่อ
คงจะติดชีวิตใน กรุงเทพฯมากไปแต่พอได้กลับมาอยุ่บ้านจริงๆ
ความรู้สึกมันก็เปลี่ยนถ้าถามผมตอนนี้ ผมไม่อยากไปอยุ่แล้วอ่ะ เจ้ากรุงเทพฯ เนี่ยให้ตายเหอะ

ความรู้สึกตอนนี้คือบ้านผมมันสงบสุขชะมัด  ยิ่งตอนนี้มีครอบครัวแล้ว
ก็ไม่อยากไปไหนแล้วอยู่กะเมียกะลูก วู้วว สุขสุดๆ



เอ้านอกเรื่องไปไกล มาเรื่องนากันต่อ
ถึงจะไม่ได้ทำนาแต่หลังบ้านผมก็ยังเป็นสวนอยู่ ส่วนรอบๆ บ้านก็เป็นทุกนามองไปได้ไกลลิบๆ เลยทีเดียวเชียว
ตอนแรกผมไม่รู้ว่าบ้านผมยังมีนาอยู่นึกว่าถมทำสวนไปหมดแล้ว
มารู้ทีหลังว่าไอ้เจ้าทุ่งนาที่อยู่ติดๆ กะสวนเนี่ยมันก็นา ของบ้านผมเอง อ้าว - -'

ก็บ้านเราไม่ได้ทำนาตั้งนานแล้วนี่ แล้วข้าวที่เห็นในนาอ่ะใครทำ ?
ก็เลยได้คำตอบจากแม่ว่ามีช่วงนึ่งที่บ้านมีปัญหาเรื่องเงิน ก็เลยเอาไปจำนองไว้กะญาติๆ กันนี่หล่ะ
จำนองแต่ 50,000 บาทเอง นานนนนมากแล้ว ไม่ได้ไถ่คืนซะที
เพราะไถ่มาก็ไม่มีคนทำก็เลยปล่อยให้เค้าทำไปเรื่อยๆ

ผมฟัง ก็อืมๆๆ ไปตามเรื่อง แต่แฟนผมนี่ดิหูผึ่งทันทีเธอบอกว่าอยากทำนา ผมก็เฮ้ยจิงหง่ะ
ได้ยินตอนแรกก็ขำๆ  นึกว่าพูดเล่น แต่ดูๆ ไป เฮ้ยเมียตูเอาจริงนี่หว่า
ประกอบกะคิดไปคิดมา ก็ เออ นาก็นาเราจำนองไปแค่ 50,000 ถ้าราคาข้าวยังดีอยู่อย่างงี้
ทำแค่รอบเดียวก็ได้เกิน 50,000 ไปตั้งเท่าไหร่แล้ว (บ้านผมทำนาได้ปีละสองหน)

เอาวะ ทำก็ทำ ก็เลยเกิดแนวคิดจะไถ่นาเพื่อเอามาทำซะเอง หึหึ
(พูดยังกะจำทำเอง ที่จริงก็ต้องจ้างเค้านั้นหล่ะ แหะๆ )
โปรเจคทำนาเพื่อครองโลก ก็เริ่มขึ้นนะบัดนี้

เวลาลูกโตขึ้น  เวลาครูถามว่าพ่อแม่ ทำอาชีพอะไร ผมจะให้ลูกตอบว่า
"พ่อกับแม่น้องน้ำหนึ่งเป็นชาวนาค่ะ"

เวลาช่างผ่านไปไวเหมือนโกหกจริงๆ
เผลอแผล่บเดียวระยะห่างระหว่าง entry ล่าสุดที่ผม up (26 ต.ค. 50)
กับ entry นี้ก็ห่างซะตั้ง 5 เดือนกว่า !! ป้าดดดด อะไรมันเร็วปานนั้น
ผมยังรู้สึกว่าผมเพิ่งอัพเดตบล็อกเมื่อไม่นานมานี้เองนะนี่ .......


..อาจเป็นเพราะชีวิตผมช่วงนี้มันวุ่นๆ กับการต้องปรับเปลี่ยนวิถีชิวิตหลายๆ อย่าง
อะไรที่ไม่เคยทำก็ต้องทำ ทำไม่เป็นก็ต้องหัด ต้องใช้ความพยายามพอควร
ซึ่งก็เป็นเรื่องที่โครตเหนื่อย แต่ก็โครตมีความสุขเช่นกัน (เอ้า ไม่ต้องคิดลึก)


และนี่คือตัวต้นเหตุ ...

ไม่ใช่ผู้่ชาย นะเค๊อะ

เจ้าตัวร้ายที่เห็นชื่อว่าน้องน้ำหนึ่ง... อายุ 3 เดือน กะอีก 2 วัน
อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นเด็กผู้ชายนะครับ เธอเป็นผู้หญิง
แถมเป็นผู้หญิงที่สวยที่มากๆ ซะด้วย แฮ่ม


เธอเกิดมาเพื่อสร้างความปั่นป่วนในชีวิต โดยแท้
ที่แน่ๆ เป็นเครื่องหมายรับประกันคุณภาพ ว่าผมเป็นมนุษย์ที่มีความสามารถเป็นพ่อคนได้ หุหุ

ใครที่ยังไม่แต่งงาน หรือกลัวการแต่งงาน อาจคิดว่าการแต่งงานเป็นตัวการที่เราต้องปรับตัวการขนานใหญ่
แต่สำหรับผมนั้นเปล่าเลย หลังแต่งงานชีวิตผมไม่ได้ต้องปรับเปลี่ยนอะไรซักเท่าไหร่

แต่ช่วงหลังมีลูกต่างหาก ที่ต้องปรับตัวกันขนานใหญ่
จากที่เคยนอนหลับสบายได้ตลอดคืน
กลายเป็นต้องตื่น กลางดึกกลางดื่น มาชงนม มาเปลี่ยนผ้าอ้อม
เพราะเธอรักสะอาดครับ ถ้าก้นเปียกเธอจะไม่ยอมหลับเลย
นี่แค่ฉี่นะ ถ้าอึก็ยุ่งขึ้นไปอีก
คืนแรกๆ นี่เหนื่อยจริงๆ แต่ตอนนี้สบายครับ ชินซะแล้ว หึหึ

จากตอนแรกคุยกันไว้ว่าจะไม่ใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป
แต่มันไม่ไหวจริงๆ เธอฉี่กันจนไม่ได้หลับได้นอน
เลยลองใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปให้ โอ้วสุดยอดครับ หายเหนื่อยไปได้เยอะ

ตอนนี้สบายแล้วครับ รู้ไต๋เธอแล้ว ว่าเธอจะหิวนมตอนกี่โมง ต้องให้นอนตอนไหน
ให้นมตอนไหน ให้เยอะขนาดไหนถึงจะไม่แหวะ

ผ่านมาแล้ว 3 เดือน ได้เห็นพัฒนาการของลูกทุกวัน ๆ ก็ชื่นใจครับ
นี่หล่ะน้า ความรู้สึกของพ่อแม่ ทำให้เรารู้เลยหล่ะครับว่ากว่าจะเลี้ยงลูกจนโตได้
มันเหนื่อยจริงๆ


ตอนนี้พ่อแม่มือใหม่อย่างเราก็คงต้องพยายาม ดูแลเจ้าหญิงตัวน้อยๆ นี้ให้ดีที่สุดละครับ
สุดท้าย เอ้า โชว์รูปอีกหน่อย ลูกผมสวยจริงๆ นะเอ้า (โคตรเห่อ) 5555

หน้าเป็นผดเต็มไปหมดเพราะน้ำนม

จ้ากกกก

อะจ้ากกกกก

mp3 เจ้า file ชนิดนี้ส่งผลอย่างใหญ่หลวงต่อวิธีการฟังเพลงของคนในยุคปัจจุบัน
แล้วยังลามไปถึงอุตสาหกรรมดนตรี ที่ต้องปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่มาจากเจ้า file ตัวนี้

ประโยชน์ และข้อดีของมันคงไม่ต้องสาธยายให้เมื่อย ทุกคนคงรู้ๆ กันอยู่แล้ว

แล้วข้อเสียมันหล่ะ อยู่ตรงไหน ?

แน่นอนว่ามันทำให้คนทำงานเพลง ทั้งค่ายเพลง ศิลปินต่างๆ ขาดรายได้ไปอย่างมหาศาล
และที่แน่ๆ มันเป็นตัวต้นเหตุที่ทำให้ เสก โลโซ ไม่อยากไปพันทิพย


แล้วข้อเสียกับตัวเราหล่ะ ?
ข้อแรก มันเป็นตัวเขมือบ Hard Disk อย่างร้ายกาจเป็นอันดับหนึ่ง
(ชนะไฟล์ภาพ + คลิปไปอย่างเฉียดฉิว)

ข้อนี้ช่างมันเถอะเพราะผมเต็มใจ แหะๆ

แต่ข้อเสียที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้คือ....

"มันทำให้ผมนิสัยเสีย"


นิสัยเสียยังไง?

คือผมเป็นคนที่ชอบฟังเพลงสากล เมื่อก่อนสมัยเรียนมหา'ลัยยังเป็นนักศึกษา จนๆ คนหนึ่ง
(ตอนนี้อัพเกรดเป็นคนทำงาน แต่ยังจนเหมือนเดิม)
ผมจะซื้อเทปเพลงสากลไว้เยอะมากๆ (ไม่มีตังค์ซื้อ CD แมร่งแพงโคตร)
แล้วแต่ละม้วนนี่จะฟังจนคุ้ม บางวงที่ชอบมากๆ ก็จะตามเก็บงานของวงนั้นๆ
จนครบทุกชุด บางครั้งก็ต้องไปหาซื้อตามแผงเทปมือสอง
พอเก็บครบเอามาจัดใส่ชั้น โหย โครตภูมิใจ

ค่อยๆ เก็บค่อยๆ ซื้อใช้เวลาหลายปี
จนเทปในห้อง เป็นกองเป็นเกย

จนวันหนึ่ง..... ผมได้คอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง ทำให้ผมรู้จักกับมัน เจ้าMP3
ตั้งแต่วันนั้น ชีวิตผมก็เปลี่ยนไป
จากไปร้านเทป แผงเทปมือสอง กลายเป็นเดิน พันทิพย์!!

เพลงของศิลปินบางวงที่ผมเล็งไว้แต่ไม่ได้ซื้อ (ไม่มีตังค์)
ผมสามารถซื้อได้ที่นี่ !!! แผ่นเดียว ครบทุกอัลบั้ม โอ้ว พระเจ้า

มันทำให้ผมเกิดอาการ.....

"ฟังทิ้งฟังขว้าง!!"
ขาดความตั้งใจ พินิจพิเคราะห์ ในการฟังเพลง
คุณค่าในเพลงต่างๆ หดหายไปอย่างสิ้นเชิง !!!


ถ้าอย่างนั้นเราควรเลิกฟัง mp3 ใช่มั้ย?

เปล่าเลย ผมไม่ได้บอกว่าเราควรเลิกฟัง mp3

ยิ่งตอนนี้ใครๆ ก็ใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ก็ยิ่งเป็นการง่ายที่จะหา"ดูด" เพลงจากเวป bit ต่างๆ
โดยเฉพาะเพลงสากล ทำให้ผมไม่ต้องหาให้เมื่อยอีกต่อไป
เพียงแค่เสียเวลาโหลดหน่อย แต่มาแบบ ทีเดียวครบทุกอัลบั้ม แค่นี้ก็สุดยอดแล้ว


จากข้อดีของมัน + ความเป็นแก่ตัวของผม = ผมก็คงจะฟังมันต่อไป

ปล ตกลงพูดถึงข้อดี หรือข้อเสียกันแน่ฟะ